วิสาขบูชา
มีการนับถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้ง
มหายาน และ เถรวาท ทุก นิกาย มาช้านานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีนี้ว่า "พุทธชยันตี"
( Buddha Jayanti ) เช่นใน อินเดีย และ ศรีลังกา ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยกย่อง
ให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศไทย ประเทศพม่า
ประเทศศรีลังกา สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย เป็นต้น (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากร
ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากที่สุด) ในฝ่ายของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับคติการปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา)

ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่ สมัยสุโขทัย วันวิสาขบูชา
ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชา
ในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก [ ๔ ] ( ซึ่งไม่เหมือน วันมาฆบูชา และ วันอาสาฬหบูชา
ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย , ลาว , และกัมพูชา)
และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น
"วันสำคัญสากล" ( International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

ที่ ๕๔ / ๑๑๒ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ
โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น
การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึง พระรัตนตรัย
และเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ

ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ" ,
" พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย
"พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน ๖ นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญ
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับ วันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส
(เดือน ๖ ) ตรงกันทั้ง ๓ คราว คือ

เช้า วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยาน ลุมพินีวัน ระหว่างกรุง กบิลพัสดุ์ กับเทวทหะ
เช้ามืด วันพุธ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา
ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ ๖ปี
ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่ง รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศ พระธรรมวินัย และโปรดเวไนยสัตว์
เป็นเวลา ๔๕ ปี เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อ วันอังคาร
ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์
เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)

เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญทั้ง ๓ เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น
เกิดขึ้นตรงกันในวันเพ็ญ เดือน ๖ ชาวพุทธจึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วันวิสาขบูชา"
ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนหก (บางแห่งเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า หรือ พุทธชยันตี)


ภาพวาด ตอนประสูติ
วันประสูติ
เหตุการณ์ในวันประสูติเป็นเหตุการณ์สำคัญลำดับแรกของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น
ในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส โดยพระพุทธเจ้าหรือพระนามเดิม "เจ้าชายสิทธัตถะ"
ได้ประสูติในพระบรมศากยราชวงศ์ เป็นพระราชโอรสแห่ง พระเจ้าสุทโธทนะศากยราชา
ผู้ทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และ พระนางสิริมหามายา ศากยราชเทวี
ผู้เป็นพระราชมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ โดยเจ้าชายสิทธัตถะทรงดำรงตำแหน่งศากยมกุฏราชกุมาร
ผู้จักได้รับสืบพระราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์สืบไป

จากหลักฐานชั้นบาลี (พระไตรปิฎก) และ อรรถกถา กล่าวว่า หลังจากพระโพธิสัตว์
ผู้ดำรงอยู่ในดุสิตเทวโลกได้บำเพ็ญพระบารมีครบถ้วนแล้ว ได้ทรงรับคำอาราธนาเพื่อจุติ
ลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์จึงได้จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต
ลงมาสู่พระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา เมื่อเวลาใกล้รุ่ง
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๖ ปี ระกา ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงพระครรถ์ครบถ้วนทศมาส (๑๐ เดือน) [ ๖ ]
ในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี)
พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประสูติพระราชบุตร
ยังเมืองเทวทหะอันเป็นเมืองบ้านเกิดของพระองค์ แต่ขณะเสด็จพระราชดำเนินได้เพียงกลางทาง
หรือภายในพระราชอุทยานลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะต่อกัน
พระองค์เกิดประชวรพระครรภ์จะประสูติ อำมาตย์ผู้ตามเสด็จจึงจัดร่มไม้สาละถวาย
พระนางจึงประสูติพระโอรส ณ ใต้ร่มไม้สาละนั้น โดยขณะประสูติพระนางประทับยืน
พระหัตถ์ทรงจับกิ่งสาละไว้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว
(โดยอาการที่พระบาทออกจากพระครรภ์ก่อน) พระโพธิสัตว์ได้ทรงพระดำเนินไปได้ ๗ ก้าว
และได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา (วาจาประกาศความเป็นผู้สูงสุด) ขึ้นว่า

อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส.
อยมนฺติมา ชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว.

คำแปล : เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก , เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก ,
เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มีดังนี้

(สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี . อจฺฉริยอพฺภูตธมฺมสุตฺต อุปริ. ม. ๑๔ / ๒๔๙ - ๒๕๑ / ๓๖๖ - ๗ - ๘ - ๙๓๗๑)
โดยการทรงเปล่งอาสภิวาจาเป็นอัศจรรย์นี้
นับเป็นบุรพนิมิตแห่งพระบรมโพธิญาณ ที่เจ้าชายน้อยผู้เป็นพระบรมโพธิสัตว์
จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลอีกไม่นาน การตรัสรู้

.
ภาพวาด ตอนเห็นเทวทูต
ตรัสรู้
เหตุการณ์การตรัสรู้พระบรมสัมมาสัมโพธิญาณของเจ้าชายสิทธัตถะนี้
เป็นเหตุการณ์สำคัญลำดับที่สองของพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดในวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส
ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธศาสนา โดยถือได้ว่าเป็นการเกิดครั้งที่สองของเจ้าชายสิทธัตถะ
คือ ครั้งแรกนั้นเพียงเกิดเป็นมนุษย์ แต่การตรัสรู้นี้ถือว่าเป็นการเกิดใหม่อีกครั้ง
เป็นการเกิดที่หาได้โดยยาก เป็นการเกิดที่สมบูรณ์พร้อมด้วยอริยผล
รู้แจ้งซึ่งสรรพกิเลสทั้งปวง หลุดพ้นจากบ่วงแห่งมาร คือ ทุกข์และสุขทั้งปวงได้หมดสิ้น

เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
แปลว่า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง (ผู้ไม่ได้รับบัญชาจากใคร ผู้ไม่ได้รับโองการจากพระผู้สร้าง
หรือเทพเทวดาองค์ไหน) เป็นการ "รู้แจ้งโลกทั้งปวง"

ที่เจ้าชายสิทธัตถะในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
พึงกระทำได้ และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะ "รู้" เหมือนที่พระองค์ทรงรู้ด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น จึงทำให้มีผู้เรียกพระธรรมวินัยหรือคำสั่งสอนของพระองค์ว่า "พระพุทธศาสนา"
แปลว่า "ศาสนาของผู้รู้แจ้ง - ศาสนาของผู้ (ปฏิบัติเพื่อ)หลุดพ้นจากกิเลสทั้งมวล"

เหตุการณ์การออกผนวชจากหลักฐานชั้นต้น คือ พระไตรปิฎก
กล่าวว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะอายุได้ ๒๙ พรรษา ได้ทรงปรารภเหตุคือ
ความแก่ เจ็บ ตาย ที่มีอยู่ทุกคนเป็นธรรมโลก ไม่มีใครจะรอดพ้นไปได้
แต่เพราะว่ามิได้ฟังคำสั่งสอนของผู้รู้ จึงทำให้มัวแต่มานั่งรังเกียจเหตุเหล่านั้นว่า
เป็นของไม่ควรคิด ไม่ควรสนใจ ทำให้คนเราทั้งหลาย
มัวมาแต่ลุ่มหลงอยู่ในกิเลสทั้งหลายเพราะความเมา ๓ ประการ

คือ เมาว่าตัวยังหนุ่มยังสาวอยู่อีกนานกว่าจะแก่ ๑
เมาว่าไม่มีโรคอยู่และโรคคงจะไม่เกิดแก่เรา ๑
เมาว่าชีวิตเป็นของยั่งยืน๑มัวแต่ใช้ชีวิตทิ้งไปวันๆกล่าวคือทรงดำริว่า

... มนุษย์ทั้งหลายมีความทุกข์เกิดขึ้นครอบงำอยู่ตลอดเวลาก็จริง
เกลียดความทุกข์อยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ทำไมมนุษย์ทั้งหลายยังมัวแสวงหาทุกข์ร้อน
ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไม เราต้องมามัวนั่งแสวงหาทุกข์ใส่ตัว (ให้โง่) อยู่อีกเล่า!